E-book สำหรับประชาชน

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาสำคัญในผู้สูงอายุ เป็น ภาวะที่กระดูกมีความแข็งแกร่งทนทานลดลง เนื่องจากเนื้อกระดูกบางลงจนเป็นเหตุให้เกิด การแตก หัก ยุบตัวลงได้ง่าย โดยเฉพาะกระดูกสันหลัง กระดูกข้อสะโพก และกระดูกข้อมือ

 

อาการของโรคกระดูกพรุน

ใน ระยะเริ่มแรก จะไม่มีอาการใด ๆ แสดงให้เห็นเลย อาการต่าง ๆ จะเกิดขึ้นต่อเมื่อ เนื้อกระดูกลดลงไปมากจนกระทั่งกระดูก ขาดความแข็งแกร่งทนทาน เกิดการแตกหัก ยุบตัว จึงจะมีอาการปรากฏให้เห็น

อาการสำคัญ คือ ปวดกระดูกบริเวณที่มีความผิดปกติ มักเกิดกับกระดูกที่ต้องรับน้ำหนัก เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก เป็นต้น

กรณี ข้อกระดูกสันหลัง การหักยุบตัวอาจเกิดอย่างเฉียบพลัน เช่น ภายหลังยกของหนักหรือหกล้มก้นกระแทก จะเกิดอาการปวดหลัง เคลื่อนไหวขยับตัวแล้วจะปวดมาก แต่ผู้ป่วยจำนวนมากจะมีการหักยุบตัวอย่างช้า ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยจะสังเกตพบว่าความสูงลดลงเรื่อย ๆ

หลังจะโก่งค่อม และมีอาการปวดหลังเรื้อรัง

ส่วน กระดูกข้อสะโพกหัก ส่วนใหญ่พบได้ในผู้ที่สูงอายุ ในวัย 70 ปีขึ้นไป มักเกิดขึ้นในท่าหกล้มทางด้านข้าง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดสะโพก เดินไม่ได้ โรคนี้จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายสูง และมักมีภาวะทุพพลภาพตามมา

 

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน

1. ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือถูกผ่าตัดรังไข่ออกก่อนหมดประจำเดือน

2.ผู้สูงอายุ

3.ชนชาวผิวขาว และชาวเอเชีย

4.รูปร่างเล็ก ผอม น้ำหนักน้อย

5.รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมต่ำเป็นนิสัย

6.ไม่ค่อยออกกำลังกาย ไม่ค่อยเดิน

7.สูบบุหรี่

8.ดื่มชา กาแฟ สุรา ในปริมาณมาก

9.ใช้ยาบางอย่างเป็นเวลานาน เช่น เสตียรอยด์ ยาทดแทนไทรอยด์ ยากันชัก

10.เป็นโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น ข้ออักเสบ โรคไต โรคตับ ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป

11.รับประทานอาหารรสเค็มจัดเป็นนิสัยการรับประทาน เกลือแกงมากๆจะทำให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น

12.รับประทานอาหารโปรตีนมากเป็นนิสัย จะทำให้การดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้ลดลง

13.ยาที่ก่อให้เกิดปัญหาบ่อยที่สุด ได้แก่ ยากลุ่ม

เส ตียรอยด์ ที่ซื้อหามารับประทานเอง หรือแอบแฝงมาในรูปของยาสมุนไพรและยาไทย เช่น ยาลูกกลอนที่ช่วยในการบำบัดรักษาหอบหืด ปวดเมื่อย ปวดหัวเข่า เป็นต้น

 

การป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนนั้นมีสาเหตุต่าง ๆ เกี่ยวข้องมากมาย การป้องกันการดูแลรักษาและปฏิบัติตนให้ถูกต้องในด้านต่าง ๆ มีต่อไปนี้

 

1.การรับประทานอาหาร

ควรรับประทานอาหารให้ครบ ทั้ง 5 หมู่ ตั้งแต่ในวัยเด็ก วัยรุ่น การป้องกันโรคกระดูกพรุนนั้นควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ควรรอจนอายุมากแล้วจึงค่อยมาเริ่มป้องกันรักษา รับประทานอาหารที่อุดมด้วยแร่ธาตุแคลเซียมเป็นประจำ อยู่ในอาหารจำพวกนมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนย โยเกิร์ตส่วนอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เช่น นม เนยแข็ง คัสตาร์ด กุ้งแห้ง กุ้งฝอย ปลาตัวเล็ก ปลากดทะเลแห้ง ปลาลิ้นหมาแห้ง ผักใบเขียวต่าง ๆ ใบผักกวางตุ้ง ใบคะน้า ผักบร็อกโคลี ผักโขม ใบยอ ใบชะพลู ผักตำลึง ยอดแค ยอดสะเดา อินทผลัม ลูกนัท ถั่วลิสงคั่ว ถั่วแดงสุก ถั่วเหลือง และเต้าหู้

2.การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ

หรือมีกิจกรรม/กิจวัตร ประจำวันที่มีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ทำ ให้สุขภาพทั่วไปดีขึ้นจะป้องกันการหกล้มได้ นอกจากนี้การออกกำลังกายกลางแจ้ง ในเวลาที่มีแสงแดดอ่อนๆ จะช่วยกระตุ้นผิวหนังให้สร้างวิตามินดี ซึ่งช่วยในการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ และช่วยสะสมแคลเซียมไว้ในกระดูก

3. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การดื่มกาแฟ ชา ให้ขาดอาหารแคลเซียมได้

4. ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เช่น ยาลูกกลอน เพราะมักมีสารเสตียรอยด์ผสมอยู่ ทำให้กระดูกพรุน เกิดกระดูกหักได้ง่าย

5. ป้องกันระวังตนเองไม่ให้หกล้มเช่น หลีกเลี่ยงการใช้ยานอนหลับ จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้เหมาะสม เช่น มีแสงสว่างเพียงพอ ไม่วางของระเกะระกะทางเดิน พื้นบ้านไม่ควรเป็นที่สูง ๆ ต่ำ ๆ อาจทำราวยึดในบริเวณที่จำเป็น เช่น บันได ห้องน้ำ เป็นต้น

 

ยารักษาและป้องกันโรคกระดูกพรุน

การ ที่จะเลือกใช้ยาชนิดใดนั้นควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดโรค ความรุนแรงของโรค และผลดีผลเสียของการใช้ยาในผู้ป่วยแต่ละราย ๆ ไป ยาที่ใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุน ได้แก่

1.ยาเม็ดแคลเซียม

การ รับประทานยาเม็ดแคลเซียมควรปรึกษาแพทย์ก่อน ในคนปกติ การได้รับแคลเซียมในปริมาณมากมักไม่มีปัญหา เนื่องจากแคลเซียมส่วนเกินจะถูกขับถ่ายออกมาในปัสสาวะและในอุจจาระ แต่ในผู้ป่วยที่มีโรคบางอย่าง เช่น โรคตับ โรคไต หรือโรคนิ่วในไต การรับประทานแคลเซียมในปริมาณมากอาจเกิดผลเสียได้

2.วิตามินดี

วิตามิน ดีในร่างกายส่วนใหญ่มาจากการสังเคราะห์ขึ้นเองจากผิวหนัง เมื่อได้รับแสงแดด แต่ในผู้สูงอายุที่มีความเจ็บป่วย นอนอยู่ในบ้านที่มีแสงสว่างน้อย หรือเป็นโรคของลำไส้ อาจเกิดภาวะพร่องวิตามินดีได้ ในกรณีการให้วิตามินดีเสริมอาจมีความจำเป็น การรับประทานวิตามินดีควรอยู่ในความควบคุมของแพทย์ เนื่องจากการรับประทานที่มากเกินไปอาจเกิดโทษได้

3. ฮอร์โมนเอสโตรเจน

เหมาะ สมกับสตรีในวัยหมดประจำเดือน หรือสตรีที่ได้รับการผ่าตัดรังไข่ออกทั้งสองข้างก่อนจะถึงวัยหมดประจำเดือน ควรอยู่ภายใต้การควบคุม ดูแลของแพทย์ และควรตรวจเช็คมะเร็งเต้านมและตรวจภายในเป็นประจำทุกปี

4. คาลซิโตนิน

เป็นฮอร์โมนที่สามารถยับยั้งการสลายตัวของกระดูก แต่มีราคาแพง

5. บิสฟอสฟอเนต

มีฤทธิ์ในการยับยั้งการสลายตัวของกระดูก แต่อาจเกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้

6. ฮอร์โมนเพศชาย

มีประโยชน์ในชายสูงอายุที่เกิดกระดูกพรุนจากภาวะขาดฮอร์โมนเพศ

7. ฟลูออไรด์

สามารถเพิ่มเนื้อเยื่อกระดูกได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังอยู่ในระหว่างการวิจัยในขนาดที่เหมาะสม

 

โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ป้องกันได้ตั้งแต่อายุน้อย ๆ การบริโภคอาหารที่ถูกต้องมีคุณค่า การบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมสูง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เหล่านี้ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ การรักษาที่ดีที่สุดคือการป้องกันตั้งแต่เริ่มเป็น การเลือกใช้ยาชนิดใดควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ที่จะเลือกใช้กับผู้ป่วย เฉพาะราย ๆ ไป